React ได้รับความนิยมสูงเพราะอะไรและใช้ทำอะไรได้บ้าง

React ได้รับความนิยมสูงเพราะอะไรและใช้ทำอะไรได้บ้าง

React เป็นหนึ่งใน JavaScript Library ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกตอนนี้ นักพัฒนาเว็บหลายล้านคนทั่วโลกเลือกใช้ React สร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Instagram, Netflix, Airbnb และอีกหลายพันบริษัทใช้ React แต่ทำไมถึงนิยมขนาดนี้ มีข้อดีอะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง วันนี้มาหาคำตอบกัน

ประวัติและที่มา

React ถูกพัฒนาโดยทีมงาน Facebook ในปี 2011 โดย Jordan Walke วิศวกรซอฟต์แวร์ของ Facebook สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในพัฒนา User Interface ที่ซับซ้อนและมีข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Facebook ใช้ภายในก่อน แล้วเปิดเป็น Open Source ในปี 2013 หลังจากนั้นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ชุมชนนักพัฒนาเติบโตเร็วมาก มีคนสร้าง Library และเครื่องมือเสริมมากมาย

ปัจจุบัน React ดูแลโดยทีม Meta หรือ Facebook เดิม ร่วมกับชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก มีการอัพเดตและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รุ่นล่าสุดคือ React 18 ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่และประสิทธิภาพดีขึ้น แม้จะเรียกว่า Library แต่หลายคนเรียกว่า Framework เพราะมีระบบนิเวศที่ครบครันคล้ายกัน จริงๆ แล้ว React เน้นแค่ส่วน View หรือหน้าตาของเว็บ ส่วนอื่นใช้ Library เสริม

เหตุผลที่ได้รับความนิยม

เรียนรู้และใช้งานง่ายกว่า Framework อื่นๆ โดยเฉพาะคนที่รู้ JavaScript อยู่แล้ว เพราะ React ใช้ JavaScript ล้วนๆ ไม่ต้องเรียนภาษาใหม่หรือ Syntax แปลกๆ เพียงแค่เข้าใจ Concept พื้นฐานไม่กี่อย่างก็เริ่มสร้างเว็บได้แล้ว เอกสารและบทเรียนมีเยอะมาก ทั้งฟรีและเสียเงิน ค้นหาแก้ปัญหาได้ง่าย ชุมชนใหญ่พร้อมช่วยเหลือ Component-Based Architecture ทำให้แบ่งหน้าเว็บเป็นชิ้นเล็กๆ หรือ Component ที่ใช้ซ้ำได้

เช่น ปุ่ม Card หรือ Menu สร้างครั้งเดียวใช้ได้หลายที่ ลดโค้ดซ้ำซ้อน แก้ไขง่ายเพราะแก้ที่เดียวอัพเดตทุกที่ บำรุงรักษาและพัฒนาต่อง่ายกว่าโค้ดที่ยาวเหยียดและซับซ้อน Virtual DOM ทำให้อัพเดตหน้าเว็บเร็วมาก แทนที่จะอัพเดตทั้งหน้า React จะอัพเดตแค่ส่วนที่เปลี่ยนแปลง ประหยัดเวลาและทรัพยากร เว็บทำงานลื่นไหลและตอบสนองเร็ว ผู้ใช้ไม่ต้องรอนาน

One-Way Data Binding หรือข้อมูลไหลทางเดียว ทำให้ Debug ง่ายกว่า Two-Way Binding รู้ว่าข้อมูลมาจากไหนและไปไหน ติดตามและแก้ไขง่าย ลดข้อผิดพลาดจากข้อมูลวนไปวนมา Ecosystem กว้างขวางมาก มี Library เสริมนับไม่ถ้วน ทั้ง Routing, State Management, UI Components, Testing และอื่นๆ เลือกใช้ตามความต้องการ ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างเอง ประหยัดเวลามหาศาล

ใช้ทำอะไรได้บ้าง

Single Page Application หรือ SPA เป็นเว็บที่โหลดหน้าเดียวแล้วเปลี่ยนเนื้อหาโดยไม่ต้องโหลดหน้าใหม่ เร็วและลื่นไหล เหมาะกับเว็บแอปพลิเคชันที่มี Interaction เยอะ เช่น Gmail, Google Maps, Facebook, Twitter และแอปต่างๆ ที่ใช้บ่อย React เหมาะมากเพราะอัพเดตส่วนที่เปลี่ยนเท่านั้น E-commerce Websites เว็บขายของออนไลน์ที่มีสินค้าเยอะ มีหน้าต่างๆ มากมาย React ช่วยจัดหน้าสินค้า ตะกร้า ชำระเงิน และระบบอื่นๆ ได้ดี อัพเดตสต็อกและราคาแบบ Real-time

Dashboard และ Admin Panel ระบบจัดข้อมูลและรายงานต่างๆ มีกราฟ ตาราง และข้อมูลเยอะ React จัดแสดงได้เรียบร้อยและอัพเดตทันที ผู้ใช้เห็นข้อมูลล่าสุดตลอดเวลา เหมาะกับระบบ CRM, ERP, Analytics และระบบจัดการอื่นๆ Social Media Platforms โซเชียลมีเดียต้องอัพเดตฟีด โพสต์ คอมเมนต์ และแจ้งเตือนตลอดเวลา React จัดได้ดีโดยไม่ต้องรีเฟรชหน้า Facebook และ Instagram ใช้ React ตั้งแต่แรก

Mobile Apps ด้วย React Native ที่เป็นเวอร์ชันสำหรับมือถือ เขียนโค้ดครั้งเดียวรันได้ทั้ง iOS และ Android ประหยัดเวลาและเงิน แอปดังอย่าง Instagram, Facebook, Airbnb, Uber Eats และอีกหลายพันแอปใช้ React Native Progressive Web Apps หรือ PWA เว็บที่ทำงานคล้ายแอปมือถือ ติดตั้งได้ ใช้ออฟไลน์ได้ และมีฟีเจอร์แอปมือถือ React สร้าง PWA ได้ดี รวมข้อดีของเว็บและแอป

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีหลักคือประสิทธิภาพสูง เร็ว ลื่นไหล ผู้ใช้ประทับใจ Component นำกลับมาใช้ได้ ลดเวลาพัฒนา เรียนรู้ง่าย เอกสารเยอะ ชุมชนใหญ่ Ecosystem กว้าง มี Library เสริมมากมาย รองรับ SEO ได้ด้วย Server-Side Rendering และ Next.js อัพเดตสม่ำเสมอ รับประกันความทันสมัย มีงานเยอะ เงินเดือนดี เพราะบริษัทต้องการนักพัฒนา React มาก

ข้อเสียคือต้องเรียน JavaScript ให้ดีก่อน ถ้าไม่รู้ JavaScript จะใช้ React ไม่ได้ ต้องเรียน Concept ใหม่ๆ อย่าง JSX, Virtual DOM, State, Props ที่อาจงงในตอนแรก เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว Library เสริมอัพเดตบ่อย ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา บางคนรู้สึกเหนื่อย ต้องใช้ Library เสริมเยอะสำหรับฟีเจอร์ที่ไม่มีใน React แกน เช่น Routing ต้องใช้ React Router, State Management ใช้ Redux หรือ Context API ต้องเลือกและเรียนเพิ่ม

โค้ดอาจดูซับซ้อนในตอนแรก โดยเฉพาะ JSX ที่ผสม JavaScript กับ HTML ถ้าไม่ชินอาจอ่านยาก แต่พอชินแล้วจะเห็นว่าสะดวกและอ่านง่ายกว่า SEO ไม่ดีเท่า Static HTML ถ้าไม่ใช้ Server-Side Rendering เพราะเว็บโหลดช้าในครั้งแรก Search Engine บางตัวอ่านไม่เป็น แต่แก้ได้ด้วย Next.js หรือ Gatsby

เปรียบเทียบกับ Framework อื่น

Vue.js เรียนรู้ง่ายกว่า React เหมาะกับมือใหม่ โค้ดสั้นกว่าและเข้าใจง่ายกว่า แต่ชุมชนเล็กกว่า งานน้อยกว่า และใช้ในบริษัทใหญ่น้อยกว่า React Angular เป็น Full Framework ครบทุกอย่างในกล่องเดียว แต่เรียนยากกว่า React มาก โค้ดยาวและซับซ้อน เหมาะกับโปรเจกต์ใหญ่และองค์กรขนาดใหญ่มากกว่า Svelte เขียนโค้ดน้อยกว่าและเร็วกว่า แต่ใหม่กว่า ชุมชนเล็ก Library เสริมน้อย ยังไม่นิยมในองค์กร

React อยู่ตรงกลางระหว่างความยากและความสามารถ ไม่ง่ายเกินไปไม่ยากเกินไป ทรงพลังพอและมี Ecosystem ดีที่สุด จึงได้รับความนิยมสูงสุด เหมาะกับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ทั้งโปรเจกต์เล็กและใหญ่ ยืดหยุ่นและปรับได้ตามต้องการ

อนาคตและแนวโน้ม

React ยังคงพัฒนาต่อเนื่อง เพิ่มฟีเจอร์ใหม่และปรับปรุงประสิทธิภาพ React 18 เพิ่ม Concurrent Rendering ที่ทำให้เว็บตอบสนองเร็วขึ้น Suspense สำหรับโหลดข้อมูลง่ายขึ้น และ Automatic Batching ที่ลด Render ซ้ำซ้อน React Server Components กำลังมา ทำให้บางส่วนของเว็บรันบนเซิร์ฟเวอร์ ลดขนาดและเพิ่มความเร็ว Next.js 13 ใช้แล้ว แต่ยังเป็น Experimental

ตลาดงานยังแข็งแรง บริษัทยังต้องการนักพัฒนา React มาก เงินเดือนสูง ในไทยเริ่มต้นประมาณ 25,000-40,000 บาท มืออาชีพได้ 50,000-100,000 บาทขึ้นไป ต่างประเทศสูงกว่ามาก React Native ก็ยังแข็งแรง บริษัทเลือกใช้เพราะประหยัดกว่าพัฒนา Native ทั้ง iOS และ Android แยก แม้จะมี Flutter มาแข่ง แต่ React Native ก็ยังครองตลาด อนาคตน่าจะยังนิยมอีกหลายปี

React ได้รับความนิยมสูงเพราะเรียนรู้ง่าย Component-Based สะดวก Virtual DOM เร็ว One-Way Data Binding Debug ง่าย Ecosystem กว้าง และชุมชนใหญ่ ใช้สร้าง SPA, E-commerce, Dashboard, Social Media, Mobile Apps และ PWA ได้ดี ข้อดีคือเร็ว ลื่นไหล นำกลับมาใช้ได้ เรียนง่าย มีงานเยอะ ข้อเสียคือต้องรู้ JavaScript ดี ต้องเรียน Concept ใหม่ เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ต้องใช้ Library เสริม เปรียบเทียบกับ Vue ง่ายกว่าแต่ชุมชนเล็กกว่า Angular ครบกว่าแต่ยากกว่า Svelte เร็วกว่าแต่ใหม่กว่า React สมดุลที่สุด อนาคตยังสดใสมีฟีเจอร์ใหม่ ตลาดงานแข็งแรง เหมาะกับคนที่อยากเป็นนักพัฒนาเว็บมืออาชีพ